การปรับโครงสร้างการจ้างงานครั้งใหญ่ในอุตสาหกรรมธนาคารระดับโลก
โลกของการประกอบอาชีพทางด้านการเงินกำลังก้าวเข้าสู่การปรับเปลี่ยนครั้งใหญ่ที่สุดในรอบหลายสิบปี หลังจากที่ผู้นำองค์กรระดับโลกที่มีอิทธิพลสูงอย่าง เจมี ไดมอน ประธานเจ้าหน้าที่บริหารของธนาคาร JPMorgan Chase ได้ประกาศอย่างตรงไปตรงมาว่า เส้นทางอาชีพยอดนิยมในอดีตกำลังถูกเขียนนิยามและโครงสร้างใหม่ทั้งหมดอย่างสิ้นเชิง
ความเปลี่ยนแปลงในครั้งนี้ไม่ได้เกิดขึ้นเพียงแค่จุดใดจุดหนึ่ง เริ่มส่งสัญญาณชัดเจนตั้งแต่โต๊ะทำงานในวอลล์สตรีทไปจนถึงศูนย์กลางเศรษฐกิจในภูมิภาคเอเชีย โดยในเวทีการประชุมระดับสูงระบุว่า แนวโน้มการจ้างงานในอนาคตจะมีการลดจำนวนตำแหน่งงานบางประเภทลง แล้วทดแทนด้วยผู้เชี่ยวชาญด้านปัญญาประดิษฐ์และระบบประมวลผลอัตโนมัติที่จะเข้ามาช่วยเพิ่มประสิทธิผลในการทำงานให้สูงขึ้นกว่าเดิมหลายเท่าตัว
ความเข้าใจผิดเกี่ยวกับอาชีพธนาคารที่ต้องเร่งทำความเข้าใจใหม่
คนรุ่นใหม่จำนวนมากยังคงมีความเชื่อแบบเดิมๆว่า การมีตำแหน่งหน้าที่ในองค์กรธนาคาร คือหลักประกันของความสำเร็จและความปลอดภัยในอาชีพ ศึกษาข้อมูลเพิ่มเติม แต่ข้อเท็จจริงที่เกิดขึ้นกลับแสดงให้เห็นว่าอุตสาหกรรมนี้ไม่เคยหยุดนิ่งอยู่กับที่
ผู้เชี่ยวชาญในวงการต่างทราบดีว่า แผนกหรือหน่วยงานที่ดูเหมือนสำคัญในวันนี้อาจถูกยุบเลิกได้ในวันข้างหน้า สิ่งที่กำลังเกิดขึ้นในปัจจุบันจึงไม่ใช่แค่การปรับลดพนักงานตามฤดูกาล แต่เป็นการ เขียนคำนิยามของทรัพยากรบุคคลที่องค์กรต้องการ ที่สามารถทำงานร่วมกับระบบอัจฉริยะได้อย่างมีประสิทธิภาพ
บทวิเคราะห์เชิงตัวเลขของการลดกำลังคนในธนาคารระดับโลก
เพื่อให้เห็นภาพความเปลี่ยนแปลงเชิงประจักษ์ ลองมาพิจารณาข้อมูลกำลังคนของธนาคารชั้นนำ สะท้อนถึงการปรับเปลี่ยนเชิงยุทธศาสตร์ที่เงียบเชียบแต่ทรงพลัง ดังนี้
- ยุทธศาสตร์ของ JPMorgan Chase: ใช้การกรองบุคลากรในขั้นตอนรับสมัครโดยเน้นทักษะด้านไอทีระดับสูง
- กรณีศึกษาการปรับลดจำนวนบุคลากร: มีการลดตำแหน่งงานลงอย่างต่อเนื่องนับหมื่นอัตราในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา
- เป้าหมายเชิงรุกของสถาบันการเงินข้ามชาติ: มุ่งเน้นการพัฒนาทักษะเฉพาะทางที่หุ่นยนต์ยังไม่สามารถทำแทนได้
ปรากฏการณ์ที่น่าสนใจคือในขณะที่จำนวนพนักงานโดยรวมลดลง ธนาคารชั้นนำทำยอดกำไรสูงสุดเป็นประวัติการณ์ ในขณะที่มีการปรับลดค่าใช้จ่ายด้านทรัพยากรมนุษย์ลง
งบประมาณหลักหมื่นล้านดอลลาร์กับระบบปฏิบัติการแห่งอนาคต
สิ่งที่เป็นตัวพิสูจน์ทิศทางในอนาคตได้อย่างชัดเจนคือ งบประมาณเม็ดเงินที่จัดสรรลงไปในภาคเทคโนโลยี พบว่ามีการล็อกงบประมาณเฉพาะเจาะจงสำหรับโครงการ AI สำหรับนำมาปรับปรุงระบบควบคุมและตรวจสอบภายใน
ที่น่าสนใจคือมีการติดตามพฤติกรรมการทำงานของวิศวกร วัดผลจากการนำปัญญาประดิษฐ์มาช่วยเพิ่มความเร็วในกระบวนการทำงาน ผลลัพธ์ที่ได้คือความสามารถในการผลิตงานที่เพิ่มขึ้นอย่างก้าวกระโดด
การวิเคราะห์กลุ่มอาชีพที่มีความเสี่ยงสูงและกลุ่มที่มีโอกาสเติบโต
ข้อมูลเชิงสถิติจากหน่วยงานประเมินผลระบุชัดเจน งานใดก็ตามที่มีลักษณะซ้ำๆ และดำเนินไปตามขั้นตอนที่กำหนดไว้ มีโอกาสถูกปรับเปลี่ยนไปใช้ระบบอัตโนมัติเกือบทั้งหมด
สำหรับบุคลากรที่มีทักษะเฉพาะทางกลับเป็นโอกาสในการเติบโต คือตำแหน่งงานที่ต้องใช้การตัดสินใจเชิงลึกภายใต้บริบทที่ซับซ้อน เนื่องจากระบบปัญญาประดิษฐ์ยังไม่สามารถเลียนแบบอารมณ์ความรู้สึกและความเข้าใจเชิงลึกได้
การปรับเปลี่ยนเกณฑ์การสัมภาษณ์งานและคุณสมบัติที่ต้องการ
สิ่งที่ผู้สมัครงานรุ่นใหม่ต้องปรับตัวให้ทันคือ การติดตั้งระบบคัดเลือกบุคลากรที่เข้มงวดกว่าเดิมในขั้นตอนแรก
เดิมทีใบปริญญาและทักษะการวิเคราะห์ตัวเลขอาจเป็นสิ่งสำคัญที่สุด แต่ปัจจุบันเกณฑ์การพิจารณาได้เพิ่มความสามารถในการทำงานร่วมกับเครื่องมืออัจฉริยะ ส่งผลให้ผู้ที่ไม่ยอมเรียนรู้หรือปรับตัวให้เข้ากับเทคโนโลยีใหม่ มีโอกาสเผชิญความยากลำบากในการหางานสายตรงในอนาคตอันใกล้นี้